ในงานทนายที่ปรึกษาธุรกิจ ผมเจอกรณีเดิม ๆ ที่ไม่ควรเกิดอยู่ตลอด — ลูกความเซ็นสัญญาไปแล้ว ต่อมาคู่สัญญาบิดพลิ้ว แต่เมื่อเปิดสัญญาออกมาอ่านกลับพบว่าข้อความกำกวมจนตีความได้หลายทาง หรือไม่ครอบคลุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผลคือคดีที่น่าจะจบไวต้องลากยาวเป็นเดือนหรือเป็นปี เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

บทความนี้เขียนไว้สำหรับทั้งเจ้าของธุรกิจที่ต้องลงนามสัญญาเอง และนักศึกษากฎหมาย/ทนายฝึกหัดที่ต้องร่างหรือตรวจสัญญาให้คนอื่น สิ่งที่จะอธิบายคือ สัญญาต้องมีอะไรจึงจะผูกพันตามกฎหมายไทย และ ข้อที่คนมักมองข้ามจนกลายเป็นจุดเสี่ยง

สัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมายต้องมีอะไร

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) สัญญาเกิดขึ้นเมื่อคู่สัญญามี คำเสนอ และ คำสนอง ตรงกัน (ป.พ.พ. มาตรา 354 เป็นต้นไป) พร้อมกับมีองค์ประกอบอื่น ๆ ได้แก่

  1. ความสามารถของคู่สัญญา — คู่สัญญาต้องบรรลุนิติภาวะและไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมาย (ป.พ.พ. ม. 19 เป็นต้นไป) สำหรับนิติบุคคลต้องมีผู้มีอำนาจลงนามตามข้อบังคับบริษัทและหนังสือรับรอง
  2. เจตนาแท้จริงตรงกัน — ถ้าฝ่ายใดถูกหลอก ถูกข่มขู่ หรือสำคัญผิดในสาระสำคัญ สัญญาอาจเป็นโมฆียะและบอกล้างได้ (ป.พ.พ. ม. 156 เป็นต้นไป)
  3. วัตถุประสงค์ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย — สัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตกเป็นโมฆะทันที (ป.พ.พ. ม. 150)
  4. แบบของสัญญา — บางสัญญากฎหมายบังคับแบบ เช่น ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (ป.พ.พ. ม. 456) ถ้าไม่ทำตามแบบจะตกเป็นโมฆะ

คนทั่วไปอาจสงสัยว่า “สัญญาวาจาใช้ได้ไหม” คำตอบคือใช้ได้ในกรณีทั่วไป แต่ปัญหาคือพิสูจน์ยากเมื่อเกิดข้อพิพาท สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรคือหลักฐานที่ศาลพิจารณาให้น้ำหนักสูงสุด จึงเป็นเรื่องคุ้มค่าเสมอที่จะทำสัญญาเป็นหนังสือ แม้ในเรื่องที่กฎหมายไม่ได้บังคับ

ข้อที่สัญญาธุรกิจทุกฉบับควรระบุ

นอกจากองค์ประกอบพื้นฐานข้างต้น สัญญาที่รัดกุมในทางปฏิบัติควรมีข้อดังต่อไปนี้

1. คู่สัญญาและผู้มีอำนาจลงนาม

ระบุชื่อ-นามสกุล/ชื่อนิติบุคคล เลขประจำตัวประชาชนหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่ และสำหรับนิติบุคคล ต้องแนบหนังสือรับรองอายุไม่เกิน 3 เดือน เพื่อยืนยันว่าผู้ลงนามมีอำนาจจริง ถ้าเซ็นแทนต้องมีหนังสือมอบอำนาจ

2. วัตถุประสงค์และขอบเขตของสัญญา

เขียนให้ชัดว่าคู่สัญญาต้องทำอะไร ส่งมอบอะไร ในเงื่อนไขแบบไหน คำว่า “ให้บริการที่ปรึกษา” กว้างเกินไป ควรระบุว่าเป็นการให้คำปรึกษาในเรื่องใด ความถี่เท่าไร รูปแบบการสื่อสารอย่างไร

3. เงื่อนไขการชำระเงินและดอกเบี้ยผิดนัด

ระบุจำนวน สกุลเงิน กำหนดชำระ และวิธีการชำระให้ชัดเจน สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ กฎหมายกำหนดอัตราไว้ที่ ร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2564) แต่คู่สัญญาสามารถตกลงอัตราดอกเบี้ยกันเองได้ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด

4. ระยะเวลาและการต่อสัญญา

วันเริ่มต้น-สิ้นสุด เงื่อนไขการต่ออายุอัตโนมัติ (auto-renewal) ต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วันหากฝ่ายใดไม่ประสงค์จะต่อ มิฉะนั้นอาจถูกผูกมัดต่อโดยไม่ตั้งใจ

5. การบอกเลิกสัญญา

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 การเลิกสัญญาต้องเข้าเหตุที่กฎหมายหรือสัญญากำหนดไว้ ถ้าไม่ระบุในสัญญาเลย จะเลิกได้ยาก ควรระบุ 3 กรณี — เลิกได้ทันทีเมื่อผิดสัญญาร้ายแรง เลิกได้หลังบอกกล่าวเยียวยา และเลิกได้โดยความยินยอมร่วม

6. เบี้ยปรับและค่าเสียหาย

เบี้ยปรับ (liquidated damages) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379-385 คือจำนวนที่คู่สัญญาตกลงกันล่วงหน้าว่าจะชดใช้กรณีผิดสัญญา มีข้อดีคือไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริง แต่ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับหากสูงเกินส่วน (ป.พ.พ. ม. 383)

7. การระงับข้อพิพาทและเขตอำนาจศาล

ระบุว่าหากมีข้อพิพาทจะใช้การเจรจา ไกล่เกลี่ย อนุญาโตตุลาการ หรือฟ้องศาลใด ข้อนี้ช่วยประหยัดเวลาอย่างมากเมื่อเกิดปัญหา เพราะไม่ต้องเถียงกันเรื่องเขตอำนาจศาลก่อน

8. การรักษาความลับและข้อมูลส่วนบุคคล

หากสัญญาเกี่ยวข้องกับข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลทางการค้า ต้องมีข้อ NDA และสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

จุดเสี่ยงที่ทนายควรตรวจก่อนลงนาม

สำหรับนักศึกษากฎหมายและทนายฝึกหัด check list ที่ผมใช้จริงเวลาตรวจสัญญามี 4 หมวด

  • กำกวม — มีคำใดที่ตีความได้หลายทางไหม? คำว่า “สมเหตุสมผล” “โดยเร็ว” “ตามประเพณีการค้า” ต้องระวังเป็นพิเศษ
  • ไม่สมดุล — สิทธิหน้าที่ของคู่สัญญาสมดุลหรือไม่? ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเกินไปจนอาจถูกศาลตัดสินว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
  • เหตุสุดวิสัย (Force Majeure) — ครอบคลุมกรณีโรคระบาด ภัยธรรมชาติ และการสั่งการของรัฐหรือไม่? ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญ
  • กฎหมายที่ใช้บังคับ — หากคู่สัญญาอยู่ต่างประเทศ ระบุไหมว่าใช้กฎหมายไทยหรือต่างประเทศ?

สรุปสำหรับผู้ทำธุรกิจ

สัญญาที่รัดกุมไม่ใช่แค่ “กระดาษเซ็น ๆ กัน” แต่คือแผนที่ ที่คู่สัญญาจะใช้ร่วมกันเมื่อเกิดปัญหา ถ้าแผนที่ครอบคลุมชัดเจน ข้อพิพาทก็มีทิศทางแก้ที่เห็นได้ตั้งแต่เริ่ม ถ้าแผนที่คลุมเครือ ข้อพิพาทก็ไม่มีทางสิ้นสุด

สำหรับเจ้าของธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการให้ทนายตรวจสัญญาก่อนลงนามมักถูกกว่าค่าฟ้องคดีหลายสิบเท่า และสำหรับนักศึกษากฎหมายที่กำลังฝึก การอ่านสัญญาจริงและหาจุดเสี่ยง เป็นทักษะที่จะใช้ได้ตลอดอาชีพ ไม่ว่าจะเลือกสายไหนในวงการกฎหมาย


ต้องการให้ตรวจหรือร่างสัญญาธุรกิจ? ผมให้บริการที่ปรึกษาสัญญาสำหรับบริษัทและ SME ที่ต้องการลดความเสี่ยงก่อนเกิดข้อพิพาท — ดูบริการที่ปรึกษานิติบุคคล หรือติดต่อปรึกษา

นักศึกษากฎหมาย/ทนายฝึกหัดสนใจร่วมงาน? ติดต่อแสดงความสนใจ — เรายินดีต้อนรับคนที่อยากเรียนรู้การทำงานจริงในคดีธุรกิจและสัญญา